คุณอาจประหยัดค่าไฟได้มากกว่าที่คิด…แค่คุมช่วงเวลาสั้น ๆ

ในการเริ่มต้นพูดถึง “การประหยัดพลังงาน” คำถามแรกที่ควรถามอาจไม่ใช่ว่า จะลดอย่างไร แต่คือ คุณเข้าใจโครงสร้างการคิดค่าไฟแล้วจริงหรือยัง
แม้คำถามนี้จะดูเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับบางคน แต่ในหน้างานจริง ผู้ที่ต้องดูแลค่าไฟฟ้า ไม่ได้มีพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรงเสมอไปและหากยังไม่เข้าใจโครงสร้างค่าไฟอย่างชัดเจน การดำเนินโครงการประหยัดพลังงาน อาจกลายเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด
จากบทความก่อนหน้าที่ได้เคยเกริ่นไว้ เนื้อหาทั้งหมดถูกตั้งใจให้เข้าถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับผิดชอบค่าไฟฟ้าในองค์กร แม้จะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
บทความนี้จึงขอเริ่มต้นจาก “พื้นฐานที่สำคัญ” ก่อนจะไปสู่เรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น OEE, IoT หรือระบบอัตโนมัติ
บทความนี้ถูกตั้งใจให้เป็นทั้งข้อมูลและอีกหนึ่งมุมมอง ที่อาจช่วยจุดประกายแนวคิดในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ในแบบที่เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ซับซ้อนเสมอไป

โครงสร้างค่าไฟฟ้า (ภาพรวม) 
โดยทั่วไป การคิดค่าไฟฟ้าประกอบด้วย:
ค่าไฟฟ้าฐาน
-ค่าความต้องการไฟฟ้า (Demand charge: บาท/kW)
-ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy charge: บาท/หน่วย)
-ค่าบริการ (บาท/เดือน)
ค่า Ft
ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนพลังงาน ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
ค่า VAT
ค่าปรับพลังงานรีแอคทีฟ กรณีมีการใช้เกินเกณฑ์ที่กำหนด

ประเด็นสำคัญ: ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand)
ในบทความนี้ เราต้องการแบ่งปันประสบการณ์ จากการเข้าไปช่วยลูกค้าลดค่าไฟฟ้า โดยเน้นที่ “ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand)”ซึ่งหมายถึง
ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าเฉลี่ยในช่วงเวลา 15 นาทีที่สูงที่สุดของเดือน
พูดง่าย ๆ คือ "จัดการการใช้พลังงานแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ อาจทำให้ประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิด"

 กรณีศึกษา (Case Study)
ลูกค้าของเราเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ที่ต้องการลดค่าไฟ แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากจุดใดหลังจากวิเคราะห์ Load Profile พบว่ามีช่วงเวลาหนึ่งที่ค่า Demand สูงถึง 288 kW
โดยเกิดขึ้นในช่วงเที่ยง ซึ่งมีการใช้งานโหลดพร้อมกันโดยไม่จำเป็น
จากการศึกษารายละเอียดพฤติกรรมการทำงานของอุปกรณ์ร่วมกับทีมของลูกค้า จึงได้มีการกำหนดแนวทางในการควบคุมการใช้งาน
โดยตั้งเป้าหมายลด Demand ลงเหลือ 180 kW
ลูกค้ารายนี้อยู่ในอัตราประเภท 3 – TOU ระดับแรงดัน 22–33 kV
โดยมีอัตราค่าความต้องการไฟฟ้า 132.93 บาท/kW
จากการปรับปรุงดังกล่าว สามารถลดค่า Demand ลงได้ 108 kWส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ:
14,355 บาทต่อเดือน
172,260 บาทต่อปี

แนวทางที่ใช้
แนวทางที่นำเสนอไม่ได้ซับซ้อน เป็นการใช้ระบบแจ้งเตือน (Alert) แบบ Real-time เมื่อค่า Demand เข้าใกล้ค่าที่กำหนด ระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ปฏิบัติงานรับทราบเพื่อให้สามารถบริหารจัดการโหลดได้ทันเวลาก่อนหน้านี้ ลูกค้ายังไม่มีการติดตามค่า Demand อย่างใกล้ชิด
แต่เมื่อมีระบบ Monitoring เข้ามาช่วย
-ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นข้อมูล
-และให้ความร่วมมือในการควบคุมการใช้งานได้ดีขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือ
โครงการนี้
ไม่ได้ใช้ระบบอัตโนมัติ
ไม่ได้ลงทุนขนาดใหญ่
แต่เป็นการใช้
ข้อมูล + การจัดการ
และสามารถคืนทุนได้ภายใน
ระยะเวลาน้อยกว่า 1 ปี ข้อสรุป

โรงงานจำนวนไม่น้อย มีระบบตรวจวัดพลังงานอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ข้อมูลเหล่านั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ

การลดค่าไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนจำนวนมากเสมอไปบางครั้ง
การเข้าใจโครงสร้างค่าไฟ และใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้ถูกต้อง
ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้หรือหากมีการลงทุนเพิ่มเติม ก็ควรเป็นการลงทุนที่เหมาะสม
และตอบโจทย์การใช้งานจริง

Scroll to Top